(10 ปี รีวิวทีนึง) จากก้าวแรกสู่ Time walker…กับ “เรื่อง” ในวง “เล่า”
posted on 06 Mar 2009 04:02 by asd2526 in Reviews
เหมือนว่างเนอะ? งานกองพะเนิน มานั่งชิวเขียนรีวงรีวิวโน่นนี่นั่น
งานห้องข่าวฯตัดยัง? ก็ยัง…วิจัยทำยัง? ก็ยัง...
แล้วเอ็งนั่งชิวทำไมเนี่ย?
ก็มันขี้เกียจ...
(ไป – ตาย - ซะ!)
ความจริงคือข้าพเจ้าเป็นจำพวกอารมณ์ไม่มาปัญญาไม่เกิด เลยนั่งชิวมาเป็นสัปดาห์แล้ว 5555+ จะน้ำตาตกก็เพราะอย่างนี้แหละ ช่วงนี้เกิดอาการพวนคิดถึงเพลงเก่าๆขึ้นมา เลยตามเซิร์จเล่นๆ และปรากฏว่าชื่อแรกที่เข้ามาในหัวสมองคือชื่อของดัง พันกร...
ถูกต้องค่ะ ข้าพเจ้าเป็นแฟนคลับเดนตายของดัง
(จะเรียกพี่เขาก็อาวุโสกว่าเยอะอยู่ จะเรียกน้าก็ลามปาม จะเรียกเฮียก็ตะขิดตะขวนใจ จะเรียกเจ๊...ยัง มาดแกยังไม่เจ๊เท่าไหร่
เรียกดังเฉยๆไปก่อนแล้วกัน^^”
วุ่นวายเนอะ แค่นี้เอง)
อาจจะไม่ใช่กลุ่มคนแรกๆที่ชื่นชอบดัง พันกร แต่ก็ชอบแกมาได้นานพอที่จะเรียกว่าเดนตาย...แม้ว่าจะมีบางช่วงที่แกแอบแรง(ไม่แอบล่ะ แรงโคตรๆ- -“) จนข้าพเจ้าสะอึกอือหือ และติดสตันไปอีกร่วมปี บวกกับบางช่วงที่ชีวิตมหาลัยยุ่งยากเหลือแสน เลยไม่ได้ติดตามงานบันเทิงใดๆแม้แต่ทีวีก็ไม่ได้ดูสักวัน...เหมือนกับว่าเส้นทางของดังและเส้นทางของฉันค่อยๆแยกห่างกันไปตามกาลเวลา...
แต่วันนี้ฉันก็ยังฟังเพลงของดังอยู่
อัลบั้มล่าสุดของพี่แก(ซึ่งออกตั้งกะธันวาปีที่แล้ว...เพิ่งได้ซื้อตอนมีนาปีนี้ คิดดู) ข้าพเจ้าก็ไปสอยมาละเลียดหูอีกครั้ง สามปีแล้วตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมา ฉันยังไม่เคยซื้อซีดีเพลงสักครั้ง (หนักไปทางหนังมากกว่า) พูดตรงๆว่าอัลบั้มนี้ยังไม่ได้ฟังดีๆเลยว่ามันไพเราะอะไรยังไงแค่ไหน ตั้งใจฟังอยู่เพลงเดียวคือเพลงโปรโมท “ถ้าวันนั้น” (ซึ่งเพราะดี ประทับใจ 555+) เหตผลหลักๆที่ซื้อไม่มีอะไรมาก เพราะมันคืออัลบั้มครบ 10 ปี บนเส้นทางสายดนตรีของดัง พันกร
ฉลองศรัทธาแฟนคลับเดนตายด้วยวีซีดีคาราโอเกะ ของแท้แน่นอน เป็นแผ่นแรกในรอบ 3 ปี...
ทันทีที่เริ่มแกะซองพลาสติก ความรู้สึกเก่าๆมันเริ่มกลับมา...ความรู้สึกตอนที่แกะซองคาแถมตัวหนังสือสีน้ำเงินของอาร์เอสโปรโมชั่น ตั้งแต่สมัยตลับซีดีหนากว่าเหรียญสิบไม่กี่มิลมันกลับมาให้เราสัมผัส ความตื่นเต้นแบบเดิมๆ ความดีใจแบบเดิมๆ หรือแม้กระทั่วงอาการที่เราต้องวิจิตรบรรจงแกะซีดีออกมาจากกล่องเพราะกล่องแข็งแรงมากจนอาจจะหักได้เพราะหายใจรดก็ยังเป็นเหมือนเดิม แต่อีกหลายสิ่งเปลี่ยนไป...ตัวฉันเปลี่ยนไป ตราบริษัทเปลี่ยนไป สถานที่ในการฟังก็เปลี่ยนไป แม้กระทั่งคนในปกเทปก็เปลี่ยนไป แต่ความสุขก็ยังเป็นความสุข
เรียบง่าย สวยงาม ไม่ต้องการอะไรมากมายเช่นเดิม...
ขณะที่ฉันเปิดโปรแกรมและนั่งรอคอมปุโรทั่งของฉันจัดการตัวมันเอง ฉันรำลึกถึงชายหนุ่มในวันวาน...คนที่ยิ้มหวาน ตาสวย แบบที่ยังไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกมาตลอดสิบปี พูดไปก็ขนลุก ฟังดูน้ำเน่าแต่เป็นเรื่องจริง ฉันยังไม่เคยเห็นใครมีแววตาที่น่าสนใจแบบคนๆนี้
คนที่ใครๆก็รู้ว่าแอคติ้งด้านการแสดงห่วยแตกยับเยิน (ถึงได้ไม่ได้เล่นหนังเล่นละครกะชาวบ้านเขาสักที) แต่สายตาพูดได้มากกว่าสีหน้า มากกว่าคำพูด
ดังในช่วงออกอัลบั้มแรกๆไม่เคยหลบกล้อง ไม่เคยหลบสายบตา
เขาเป็นคนติดแว่นดำ อันนี้เข้าใจว่ามีโรคประจำตัวอยู่คืออาการแพ้แสงแบบอ่อนๆ ทำให้จำเป็นต้องใช้จนเป็นความเคยชิน แต่ดังในวันก่อน...น้อยมากที่เขาจะมองกล้องผ่านเลนส์สีทึบๆพวกนั้น ภาพที่เห็นบ่อยคือการประสานสายตากับกล้อง อาจจะไม่ค่อยยิ้ม แต่ก็ไม่หลบตาไปไหน ราวกับท้าทายให้คนทั้งโลกเข้ามาพิสูจน์ตัวตนของเขา และหากมีรอยยิ้ม รอยยิ้มนั้นคือรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ
เป็นยิ้มซื่อๆ ยิ้มที่น่ารัก ยิ้มแบบหนุ่มน้อยที่เล่นกีต้าร์จบเพลงเป็นครั้งแรก หรือมีรักเป็นครั้งแรก
สัญลักษณ์ของความทะเยอทะยาน แววตาของความดื้อรั้น ความดื้อรั้นที่มีเป้าหมาย...บ่งบอกว่าเขามีพลังมหาศาล และเราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะทำอะไรบ้าง ฉันไม่แปลกใจเลยที่ทั้งสายตาและรอยยิ้มแบบนั้น สะกดคนให้หลงไหล หลงรักเขาได้มากมายมหาศาล
ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
สารภาพตามตรงอีกเช่นเดิมว่าฉันไม่ได้ชอบดังตั้งแต่อัลบั้มแรก แต่มาติดใจเอาอัลบั้มที่สอง...ภาพ MVเพลงส่องไฟขึ้นฟ้าทำให้ฉันนั่งดูด้วยความสนอกสนใจ จนถึงวันนี้ MV เพลงนี้ก็ยังเป็น MV ในดวงใจอันดับหนึ่งเสมอ มา ทั้งเสียงร้องส่งอารมณ์อันเป็นเอกลักษณ์ เนื้อเพลงที่ทำให้ฉันรำพันกับตัวเองว่า “โห...มันคิดได้ไงวะ” และเมื่อขึ้นไตเติ้ลจบ โผล่มาเป็นชื่อของพันกร บุญยะจินดา...
ฉันถึงกับสะดุ้งลุกขึ้นยืน โอ้ว ไอ้นี่เหรอวะ นังร้องในตำนานที่ผู้คนเล่าขาน...(ว่าไปนั่น)
ฉันใช้เวลาแค่ 4 นาทีในการชอบนักร้องคนนี้ แต่ 10 ปีผ่านไป สิ่งเหล่านั้นก็ยังคงอยู่....
ฉันย้อนกลับไปติดตามอัลบั้มแรก แล้วก็นึกเจ็บใจตัวเองว่าไปทำอะไรอยู่ถึงได้ไม่รู้จักคนๆนี้...ติดตาม ติดตาม และติดตามเรื่อยมา ฉันเห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นพัฒนาการมากมาย ทั้งที่ดีขึ้นและทั้งที่รู้สึกทะแม่งๆ...ดังก็เหมือนนักร้องคนอื่นๆ ที่ต้องหาตัวตนของตัวเองให้เจอ พยายามไม่ย่ำอยู่กับที่ แหวกทางหาอะไรใหม่ๆไปเรื่อยๆ และด้วยตัวตนของดังเองฉันไม่แปลกใจเลยที่เขาจะเลือกเดินไปแบบนั้น เขาเป็นคนชอบไฟท์อยู่แล้ว อะไรว่าเสี่ยงอะไรว่าบ้า หากมีช่องให้เขาทำนิดเดียวมีหรือเขาจะพลาด...
สองสามอัลบั้มหลัง (ที่ฉันติดสตันไปนี่แหละ) พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคุณอย่าคิดว่าคุณจะคาดเดาสิ่งที่คนๆนี้ทำได้
พวกดื้อเงียบนะนั่น หน้าสงบนิ่งจิตปฏิวัติ...
แต่หลังๆนี่แหละที่ฉันเห็น “บางอย่าง” ที่เปลี่ยนไป...ดังเหนื่อยหน่ายที่จะ “อธิบาย” ให้คนทั้งโลกฟังเสียแล้ว
อาจเพราะเขาอาวุโสขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น มีเจ็บปวดมีผิดหวังกับความฝันของตัวเองมากขึ้น แววตาของเขาอ่อนแสงลง รอยยิ้มใสซื่อของหนุ่มน้อยถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มแบบนักธุรกิจ เขาเลือกที่จะหลบหลังม่านแก้วสีเข้มนั้นมากขึ้น สายตาที่เคยไฟท์กับกล้องอย่างตรงไปตรงมา ฉันเริ่มเห็นปฏิกิริยาเบนสายตาออกจากกล้องอย่างมีเจตนาชัด
เริ่มเห็นความเหม่อลอยในสายตา เริ่มมีคราบของน้ำแข็งแห่งอารมณ์...ดวงตาที่เคยเล่าอะไรหลายอย่างให้ฟัง ตอนนี้เริ่มเลือนลางอ่อนแสง
ลุคข้างนอกฉันพอทำใจได้ แต่แววตาของเขาเป็นสิ่งที่ฉันเสียใจที่สุด เสียดายที่สุด...อะไรหนอที่ฆ่าหนุ่มน้อยคนเดิมที่ฉันเคยรู้จักให้หลับไหลไปเสียแล้ว
ต้องมีอะไรที่มากกว่า “เวลา”…ฉันมั่นใจ
***
ถ้าเปรียบเพลงของดังคือชั้นเชิงมวย ยุคแรก ( 3-4 อัลบั้มแรก) ดังจะออกแนวไฟท์แหลก บวกเป็นบวก ชนเป็นชน จังหวะมวยไม่มีอะไรพิเศษแค่พื้นฐานธรรมดา แต่ชกมันส์ เพราะยังสด ยังแรงอยู่...เพลงเขาจะฟังง่าย เป็นป็อปร็อกดาดๆ(ถ้าเทียบกับสมัยนี้)ไม่มีลูกเล่นอะไรมาก ป็อปร็อปเพียวๆ ร้องซื่อๆ เทคนิกการร้องก็เฉยๆ แต่พลังเสียงดีมาก และยังเป็นมาตรฐานอยู่จนทุกวันนี้
แล้ว “ทุกวันนี้” ที่ว่าล่ะ
มวยเจ้าสังเวียนไงล่ะ...ดังไม่ใช่นักมวยอัจฉริยะที่ต่อยน็อคมันทุกไฟท์ ก็มีรอบที่ชนะแต้มมั่ง แพ้มั่ง โดนน็อกมามั่งเหมือนกัน ดังนั้งหลังๆมา เราจะเห็นเขากลายเป็นมวยจังหวะแทน...ชกแล้ววนหนี โชว์สายตา รุกแบบไม่ซ้ำสไตล์ ลีลาน่าสนใจแต่ไม่เอาตัวเข้าแลก การ์ดแน่นปึก
มันก็ดูสนุกในแบบนั้นน่ะแหละ แต่แฟนคลับรุ่นเก่าๆอาจจะบ่นงึมงำ “โว้ย ชกไม่มันส์เลยโว้ย...”
เพลงของดังก็เหมือนกัน หลังๆเขาเน้น “สไตล์” มากกว่า “พลัง”...มันโตขึ้นจริง ดีขึ้นจริง มีคุณภาพขึ้นจริง แต่มันไม่ “ถึง” ในความรู้สึกแบบแต่ก่อน
ไม่ผิดหรอก แค่แอบเสียดายเบาๆ...
แล้วอัลบั้มล่าสุดนี่ล่ะ ?
ดี...ดีแบบ...อย่างน้อยเขาก็ลดการ์ดลงมาแล้วล่ะ^^”
เหมือนจะสูงสุดสู่สามัญ สุดท้ายเขาก็วนกลับมาที่ป็อปร็อกหนักๆเหมือนเดิม 5555+ แต่ยังไม่ทิ้งลูกไม้ ลีลาที่สั่งสมมาตลอดทาง ทำให้ยังแอบมีลายประสานแปลกๆ จังหวะ ทำนองแบบลูกครึ่งตระกูลบลูมั่ง ดิสโก้มั่ง โน่นมั่งนี่มั่งตามประสา เริ่มกลับมาเล่นพลังเสียง เล่นกับความเป็นร็อคจริงๆ แม้จะไม่เข้มข้น แต่ก็ดีกว่าทุกครั้ง
ผสมไปผสมมา ชุดนี้เพราะแฮะ เพราะทุกเพลงเลยให้ตายสิ^^”
***
เนื้อหาล่ะเป็นไง?
ดังไม่เคยเป็นนักร้องที่ใช้เพลงในการวิพากษ์สังคม (มีก็แบบเจือจางจืดจางเต็มที่) สิ่งที่เขาเป็นคือศิลปินที่ถ่ายทอดความรู้สึก ไม่ใช่แนวความคิด เขาเป็นอย่างนั้นมาตลอด 10 ปี...เป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ใช่เขา
แล้วเพลงของเขาเป็นยังไง?
พูดถึงความรักธรรมดา ผิดหวังธรรมดา ความหวังแบบธรรมดา ความฝันแบบธรรมดา...ยิ่งอัลบั้มล่าสุดนี่ฉันแอบจับเนื้อหาไปเทียบกับอัลบั้มแรก พบว่าไม่ได้เล่าเรื่องต่างกันมากนัก
วนกลับมาที่เดิมเหรอ? ก็อาจใช่ ไม่พัฒนาเหรอ? ก็อาจใช่
แต่ฉันกลับเชื่อว่าเพราะความรัก จริงๆมันมีอยู่เพียงแค่นั้น องค์ประกอบอาจต่างกันมากมายแต่เนื้อแท้มีอยู่เพียงเท่านั้น
และเขาก็แค่ถ่ายทอดในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ แค่นั้นเอง
ฉันฟังเพลงอัลบั้มล่าสุดนี้เหมือนนั่งฟังเพื่อนคุยในวงเหล้า...ฟังทะแม่งใช่ไหม? แต่ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะประสบการณ์ของฉันนั้นได้พบเจอความ “อ่อนไหว” ความเป็น “ศิลปิน” อยู่ในวงเหล้ามากมาย เมื่อสุราเข้าปาก อีโก้เริ่มหาย กำแพงอารมณ์ทลาย ทุกคนก็พร้อมที่จะพูดสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกมา
บางทีก็เป็นคำเรียบง่าย บางทีก็เป็นคำแรงจนสะอึก บางทีก็เป็นบทกวีสวยงาม
เพลงของดังให้ความรู้สึกแบบนั้น
การกลับมาฟังเพลงของดัง พันกร อย่างตั้งอกตั้งใจในครั้งนี้ก็เหมือนการชวนเพื่อนเก่าที่ไม่เจอกันมานานมาตั้งวง ในอดีตที่เราเคยร่ำสุรากับเขาเขาอาจจะเป็นคนโผงผาง ชงอะไรมากินได้หมด หงษ์ทอง เบลน128 อีสานเบียร์ไม่มีเกี่ยง เทใส่แก้วพลาสติกถูก กินกันง่ายๆ พร่ำถึงความรักที่กลายเป็นความทรงจำสวยงาม หรือที่ไม่เคยได้รักตอบ ความรักที่ไม่ต้องการการตอบแทน ความรักที่กลายเป็นอดีตที่ไม่จำเป็นต้องลืม ปัญหาชีวิตเชี่ยๆเน่าๆบางเรื่องที่คนอื่่นอาจเอามาพูดคุยอย่างซีเรียส แต่เขากลับโยกไปโยงมากลายเป็นเรื่องง่ายๆขำขันไปเสียอย่างนั้น นิยามความรักกับอย่างพินิจพิเคราะห์ ได้คำที่บ้างก็ทื่อๆทึ่มๆ บ้างก็เป็นกวีล้ำลึก จบลงด้วยการเมาแอ๋แต่ได้อะไรกลับไปคิดมากมาย เรายังคิดถึงบรรยากาศแบบนั้นอยู่ แต่กับเวลาที่ผ่านไป การเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา...ถึงเราจะชวนคนๆเดิมมา “ก๊งเหล้า” ด้วยกันอีกครั้ง แต่สิบปี ไม่ว่าอะไรก็ต้องเปลี่ยน
...เขาไม่ใช่หนุ่มเซอร์คนเดิมอีกแล้ว...
...เหล้าที่เขาหิ้วมา ไม่ใช่หงษ์ทอง หรือเบลน128 หรืออะไรที่เคยกินกันง่ายๆแบบในอดีต...
...แถมไม่ได้ชงโซดาน้ำอย่างเดียวเมาถึงเช้าเหมือนเมื่อก่อนอีกต่างหาก...
...แก้วไฮโซขึ้นตามวัยที่ผ่านไป...
แต่ทันทีที่นั่งลง เปิดขวด รินสุราผ่านน้ำแข็ง คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็คือคนเดิม คนที่พูดถึงความรักเหมือนเดิม ยิ้มกับเรื่องราวในอดีตเรื่องเดิมๆ วิพากษ์ทัศนคติเกี่ยวกับความรักในหัวข้อเดิม แม้ความคิดเปลี่ยนไป แต่ปัญหาก็ยังเป็นปัญหาเดิม
หลายอย่างผันเปลี่ยน หากหัวใจยังคงเดิม
...และฉันก็ได้คำตอบ ว่าหนุ่มน้อยคนนั้นที่ฉันภูมิใจ เขาไม่ได้หายไปไหนเลย
ไม่เลยแม้แต่วินาทีเดียว...
ปล. ยิ่งเพลงสุดท้ายนี่เหมือนเมาแอ๋กันไปเรียบร้อยแล้วล่ะ หลังจากก๊งกันมาทั้งอัลบั้ม แต่ฉันชอบนะ ฟังดู “เมาๆ” ดี^^
“โดดๆ ปายก็โจบบบ โจบชีวิตตายไปซะก็ดี โจบๆ ปายซ้าที ถูกหักหลังครั้งนี้มีแต่อยากตายยยยยยย”
เฮ้ย ชนแก้ เฮ้~~~
…^^”
นี่คือลิ้งค์ที่ให้ลองฟัง Time walker ทั้งอัลบั้มค่ะ
http://xn--l3cmaa5clbb7i4ef9b4dwb.zheza.com/station.php?m=detail&id=Dunk
ของคุณลิ้งค์จาก : www.covershare.com
http://www.slide.com
edit @ 6 Mar 2009 04:14:37 by marvolo
edit @ 6 Mar 2009 04:23:02 by marvolo
edit @ 6 Mar 2009 04:25:17 by marvolo
edit @ 6 Mar 2009 04:52:00 by marvolo (มาลบเพลงออกค่ะ รำคาญ^^")
edit @ 7 Jun 2009 13:31:57 by marvolo

#1 By แม่พุดจีบ on 2009-03-06 04:30