Tag If My Life is a Movie/ My OST (Original Sound Track)

posted on 10 Dec 2009 03:10 by asd2526  in Tag

อาฮ่า! หลังจากดองบล็อกมาได้ 80 ชาติกว่าๆ กลางดึกวันนี้ หลังจากที่ข้าพเจ้าทนความเน่าของฟิคแจ๊แอร์ของตัวเองไม่ได้ เลยตัดสินใจอัพแท็กปะหน้า แก้ขัดไปก่อน 555+ เขาจนเลิกฮิตแล้วเพิ่งมาทำ

ส่วนผสมโดยประมาณ (อ้างอิงจาก spaces สเด็จเจ๊ข้าพเจ้า^^)

1.     คอมพิวเตอร์ 1 EA

2.     ซอฟแวร์ดูหนังฟังเพลง เช่น Winamp, Window Media Player, Realplayer 1 EA

3.     mp3 หรือไฟล์เพลงในตระกูลอื่นๆไม่น้อยกว่า 20 EA (เพราะมี 20 ข้อ)

4.     headphone or speaker 1 EA

วิธีเล่น

1.     เปิด Window Media Player (หรือโปรแกรมฟังเพลงที่บันทึกเพลงทั้งหมดของคุณเอาไว้)

2.     ไปที่ My Library

3.     เลือก Songs

4.     แล้วเซทค่าให้มันเล่นเพลงแบบ shuffle

5.     (optional) ตั้งสติ ตั้งไข่ หรือตั้งนะโมสามจบก็แล้วแต่

6.     เลือก play

 

เอ้า มาดูกัน น้องซุงของข้าพเจ้าจะทำแท็ก แถก แถครั้งนี้ให้ถูลู่ถูกังสักปานไหน^^”

***

1.   Opening Credits

Title: Secret

Album: Wake up, One republic [2009]

 

Comment

แหม เลิศมากจ๊ะลูก วินแอมป์ที่รัก เพลงแรกก็เพลงโปรดเลย...เปิดมาด้วยเสียงไวโอลินล่องๆ ลอยๆ และบีทพอดีๆ ตามสไตล์ one republic กับเนื้อเพลงของคนขี้น้อยใจที่อยากเปิดใจกับใครสักคน คงเป็นหนังที่เปิดเรื่องมาด้วย VO ของใครบางคนที่ยืนเหม่อทางกลางคนเป็นแสนอัดกันในรถไฟฟ้า มองฝูงนอกกระจอกบินผ่านกระจกไปพลางเห็น สูทเข้มเชิ้ดขาวเรียบกริบ และแววตาที่ไม่ต้องใช้กูเกิลทรานสเลทแปลก็ดูออกว่ามันแปลว่า “มันไม่ใช่ช้านนนนนนนนนนน”...

(รถไฟฟ้ามหานะเธอมาก กร๊าก)

 

 

2.   Waking Up

Title: In the end

Album: Linkin Park, Hybrid Theory (2000)

 

Comment

โอ้ ชะตาเดียวกันเลยว่ะพี่ ตื่นเช้าขึ้นมาอย่างเร้าใจด้วยเสียงพี่ไมค์ ชิโนดะ 5555+ ไอ้ติสต์แตกตอนต้นเรื่องมันเกิดอะไรขึ้นถึงต้องตื่นมาด้วยเพลงนี้วะ? สงสัยแฟนโทรมาปลุก มันขี้เซานัก เลยบอกเลิกมันซะเลย กร๊าก มั่วได้อีก

 

 

3.   First day at school

Title: Apologize  

Album: Timbaland ft. one republic , Dreaming Out Loud 2007

 

Comment

R&B ยอดเยี่ยมตลอดกาลอีกเพลงหนึ่งของคนทำแทก (แม้ปกติ one republic จะทำเพลงออกร็อกหน่อยก็ตาม) มาเรียนวันแรกก็สำแดงเดชเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นเลยรึ? เหมือนหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังหดหู่น่าดู กร๊าก

 

 

4.   Falling in love

Title: MY LAST BREATH

Album: FALLEN, Evanescence

 

Comment

เอาซี่  เฟลลิ่งอินเลิฟกันแบบ evanescence กันเลยทีเดียว ตายกันไปข้าง ขาดเธอเหมือนขาดใจ^^” เหมือนมันจะน้ำเน่าไปหน้านะนี่ไอ้หนังเรื่องนี้ กำลังคิดว่าไอ้เหตการณ์แฟนขอเลิกเมื่อเข้าทำให้มันเก็บมาระเบิดที่โรงเรียน โต๊ะตู้กระจุยกระจายหมดรึเปล่าหว่า^^”

 

 

5.   Fight song

Title: Bandaleros

Album: Don Omar Feat. Tego Calderon, The Fast And The Furious: Tokyo Drift

 

Comment

ช่างเป็นการต่อสู้ที่ดูคลาสสิคมาก 555+ ทำนองคล้ายเสียงกีต้าร์ไอริชผสมกับบีทฮิปฮอปกับเพลงแร๊ป คาดว่าการต่อสู้ครั้งนี้คงเอามีดกระซวกกันตับแตกแบบโรมิโอแอนด์จูเลียดแหง กร๊าก เท่มาก ถูกใจ

 

 

6.   Breaking up

Title: Only One

Album: yellowcard , 007 : ocean avenue

 

Comment

นั่น เน่าอีกแล้ว เลิกกันยังไงไม่รู้ล่ะ ที่แน่ๆมันต้องเลิกกันในโรงพละแน่ๆ! ไม่ก็โรงอาหาร! หอประชุม! (พอเหอะ- -“) เพราะเสียงดนตรีมิกซ์แบบอีโหล่งโฉ่งฉ่างเหมือนเล่นในโรงจอดรถ ให้ความรู้สึกสดๆได้ดีแท้ เป็นเพลงที่ข้าพเจ้าชอบมากอีกเพลงหนึ่ง ริทึ่มดี เมโลดี้เจ๋ง เวลาร้องในห้องน้ำตะโกนออกมาดังๆแล้วผ่อนคลายดี^^” แต่เนื้อเพลงอย่างกะตอนนัง(บัง)รอนงอนมหาเมะเฮอร์ไมโอนี่แล้วหนีออกนอกบ้าน เอ้ย แคมป์ในแฮร์รี่เล่ม 7 แล้งเจ๊เฮอร์ออกมาร้องหา โอ้ย เน่าไปหน้าจริงๆด้วย

 

 

7.   Prom

Title: incomplete

Album: Backstreet Boys , Never Gone

 

Comment

เออเนอะ เครื่องข้าพเจ้าอุดมไปด้วยเพลงน้ำเน่าจริงๆว่ะท่านที่เคารพ - -“ ช่างเป็นเพลงที่คร่ำครวญอะไรเยี่ยงนี้ สงสัยคอมโบต่อมาจากพาร์ทตะกี๊ ไปงานพรอมคนเดียวห่อเหี่ยวจิต นั่งแห้งอยู่ในงาน ส่ายสายตามองหาอดีตแฟนที่เพิงเลิกกันในโรงรถไป อุ้ย ช่างเป็นหนังที่น่าหลับอะไรเยี่ยงนี้ คร่ำครวญเป็นที่สุด

 

 

8.   Life

Title: (instrumental) Eternal

Album: Evanescence, Origin

 

Comment

เจอชะตากรรมแบบเดียวกันอีกแล้วเจ๊ ชีวิตที่เหลืออยู่นี้ถูกบรรเลงด้วยเพลงบรรเลง 555+ แล้วดันมาด้วยเพลงบรรเลงยาวเหยีดสามพาร์ทซ้อนแบบเพลงนี้ด้วยนะ ครอบคลุมมากมาย ไม่หลุดคอนเซปต์กันเลย แบบตอนกลางวันทำงานเป็น CSI ค่ำๆมากลับบ้านคนเดียวเริ่มเปล่าเปลี่ยวใจ ฝนตกครืนๆ ดึกมาฝันร้ายถึงวันที่เธอจากไป~~~นังเบลล่า เธอตามมาหลอนฉันถึงในแทกเลยเหรอยะ?

 

 

9.   Mental Breakdown

Title: Resound

Album: Dragon Ash, The Fast And The Furious: Tokyo Drift

 

Comment

FF (ที่ไม่ใช่ไฟนอลฯ) ออกบ่อยแฮะ^^”...เมื่อจิตวิญญาณล้มเหลวจนถึงขีดสุด เราก็เป็นบ้ากระทืบคันเร่งแหกโค้งเล่น ไม่ก็ไปโยกในผับ กระชากลมหายใจจากไมค์เหมือนคนบ้า หาเรื่องให้อะดรีนาลีนหลั่ง...นังเบลล่า ฉันยกแทกนี้ให้แก มันตกแกหมดเลย^^”

 

 

10. Driving Far away

Title: BREAKING THE HABIT

Album: LINKIN PARK ,METEORA

 

Comment

สืบเนื่องจากข้างบนอีกแล้ว เออ มันก็ต่อกันดีอีกแล้วนะ^^”  เออ เริ่มเลิกน้ำเน่า หลังจากกระทืบคันเร่งจนพังจากพาร์ทที่แล้ว เริ่มมีสติ พอแล้ว พอที ไอ้ผู้ชายเฮงซวย! ...นังเบลคิดได้ กร๊าก

 

11. Love scene

Title: (instrumental) battle without honor or humanity 

Album: tomoyasu hotei , Kill Bill OST

 

Comment

กร๊ากกกกก ได้ใจอย่างแรง ไม่เป็นเบลล่าแล้ว กลายมาเป็นเจ๊เฮอร์เหมือนเดิม คิดภาพรอนเดินกลับมาหาเจ๊กะจะกอดให้หนำใจ แต่โดนลูกตบแบ็คแฮนด์แบบมาเรีย ซาราโกรว่าฟาดใส่เต็มหน้า เลิฟซีนไปซ้อมกันไป มันส์ดีเหมือนกัน 5555+

 

 

12. Flashback

Title: Leave Out All The Rest

       Album: Linkin Park , Minutes To Midnight

 

Comment

โฮ้ย แฟลชแบ็คไปทางผู้ที่จากไปว่าฉันไม่ได้อยากไปหรอกนะ แต่มันจำเป็น มันจำใจ เราอยู่ด้วยกันม่ายล่ายยยยยยยย ทุ้ยมากค่ะ ยุงบินหึ่งกันเลยทีเดียว

 

 

13. Wedding

Title: Crawling

Album: Linkin Park, Hybrid Theory (2000)

 

Comment

โห่ เจอเพลงนี้จอดค่ะ แต่งกันแบบเคลือบแคลนแสนเศร้าสุดๆ มันจะดราม่าไปถึงไหนวะหนังเรื่องนี้

 

 

14. Birth of child

Title: Runaway

Album: Linkin Park, Hybrid Theory

 

Comment

ลิงกินผักหวยออกเยอะแฮะ...เป็นการเกิดที่ฉุกละหุกมาก วิ่งไปโรงบาลกันเลยเหรอค่ะคุณแม่? แถมมีเค้าลางว่าคลอดปุ๊บเลิกปั๊บเลยนะเนี่ย สงสัยเหมือนเจ๊อีกหน่อย เด็กที่ตกฟากด้วยเพลงพวกนี้มันจะเป็นคนยังไงหว่า?

 

 

15. Final Battle

Title: Somewhere A Clock Is Ticking

Album: Snow Patrol, Final Straw

 

Comment

เป็นอีกเพลงที่ชอบมากๆ จังหวะกลางๆ ทำนองล่องๆลอยๆ แต่ไม่ฟุ้งฝัน ออกแนวหม่นหมองด้วยซ้ำ เป็นการต่อสู้ของคนที่ไม่มีอะไรจะเสียเป็นแน่แท้ 

 

 

16. Winning

Title:  REDEMPTION

Album: Gackt, REDEMPTION

 

Comment

ตรั้ย! หวยออกที่พี่แกร๊ค! ชนะแบบผ้าคลุมพริ้วๆ ถือปืนสามลำกล้อง+ผ้าคาดผมแดงว่างั้น 555+

 

 

17. Losing

Title: A Place For My Head

      Album: Linkin Park , Hybrid Theory (Special Edition)

 

Comment

พี่ไมค์ออกอีกแล้ว ลิงกินผักเครื่องนี้อุดมดีแท้...แพ้แบบเห็นดาวเต็มฟ้าเลยทีเดียว กร๊าก นี่แหละนะที่ของฉัน ที่ของผู้แพ้นี่แหละ

 

 

18. Death scene

Title: All That I'm Living For

Album: Evanescence, The Open Door

 

Comment

เย้ evanescence ออกมามั่ง...พูดได้คำเดียว “เออโว้ย ฉันอยู่มาทุกวันนี้ก็เพื่อจะตายนี่แหละ” กร๊าก 

 

 

19. Funeral Song

Title: ask dna

Album: the seatbelts, cowboy bebop the movie OST

 

Comment

สุดท้าย zoom out ออก เห็นเป็นเมืองวุ่นวายที่ไม่มีใครใส่ใจการฆ่ากันตายของไอ้สองคนนั้นเลยใช่ไหม? 555+ เป็นเพลงเพราะผ่อนคลายมากค่ะ ฟังแล้วรู้สึกนิวย๊อกนิวยอร์ค เบสเพราะมาก แซกโซโฟนกำลังดีเลย คอนเฟิร์ม

 

 

20. End credit

Title: Umbrella

Album: Vanilla Sky, อัลบั้มไหนไม่รู้เหมือนกันแฮะ

 

Comment

จบ? จบแล้วเรอะ? คนดูยังงงๆกันอยู่^^” ปิดท้ายด้วยเพลงเพื่อรักและมิตรภาพแบบไม่มีที่มาที่ไป 555+ ขอแนะนำให้เปิด MV เพลงนี้ดูค่ะ อุบาทว์ชาติชั่วมาก กล้ามตรูดบิดไปบิดมาแบบไม่อายประชาชี เอาฮาลูกเดียวว่ากัน กร๊าก

 

 

มันเป็นหนังฟอร์มยักษ์มาก ทไวไลท์+แฮรรี่+รถไฟฟ้ามาหานะเธอ กันเลยทีเดียว มีใครทำได้ป๊ะล่ะ 555+

edit @ 12 Dec 2009 18:43:42 by marvolo

[FAN FICTION: FFVII] But hearts will be free forever...

posted on 07 Jun 2009 13:24 by asd2526  in Fiction

Photobucket

TTITLE: But hearts will be free forever...

AUTHOR : marvolo 

PAIRING: ZACK + AERITH (AERITH POV)

RATING : G

GENRE : ROMANCE ANGST

DISCLAIMER : ภาพที่อยู่ในเอ็นทรีย์นี้ไม่ใช่ของฉันและไม่ได้มีเจตนาที่จะอ้างสิทธิ์นั้น มันเป็นของsquare enix แล้วก็ ไฟนอลแฟนตาซีและตัวละครทั้งหมดเป็นของบริษัท square enix เช่นกัน - เรื่องนี้เป็นเรื่องแต่ขึ้นโปรดใช้วิจารณญาณ กรุณาอย่านำไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต

...

                ทุกอย่างมันเริ่มง่ายดายยิ่งกว่าจุดประกายไฟ แต่ลืมเลือนยากยิ่งกว่าพายุ

                นานเท่าไหร่แล้ว แซค ที่เราผูกกันไว้ด้วยคำว่า “รอคอย” ?

                ปฏิทินเปลี่ยนหน้า วันเวลาผันผ่าน ฉันนับมัน จ้องมัน...เหมือนเป็นสิ่งมีค่าสิ่งเดียวที่ยังคงเหลือ

                4 ปี สำหรับเธอมันนานแค่ไหน ?

                สำหรับฉันมันนานมากเลย...นานเพราะความเหนื่อยล้า นานเพราะความคาดหวัง นานเพราะการรอคอย

                นานเหมือนชั่วกัลปาวสาน

                นานเท่าไหร่แล้ว แซค?

                ทำไมมันนาน...นานเหลือเกิน

                ...

                ฉันระบายความคาดหวังไปกับการกระทำหลายอย่างเหลือเกิน กระทำไปคล้ายเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะหัวใจ คล้ายลมหายใจเข้าออก คล้ายพิธีกรรมแห่งชีวิต...บ่อยกว่าบ่อยที่ฉันเหม่อออกนองหน้าตางเพียงเพื่อหวังเห็นใครสักคนโบกมืออยู่ข้างนอก บ่อยกว่าบ่อยที่ฉันเหม่อมองฟ้าแล้วรำลึกถึงประกายตาสดใสอย่างลืมกลัว บ่อยกว่าบ่อยที่ฉันหมกตัวอยู่ที่โบสถ์ ก้มพินิจเหล่าดอกไม้และเหลือบมองประตูโบสถ์เป็นระยะ หวังจะเห็นใครบางคนเปิดเข้ามาพร้อมคำขอโทษในเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม...แม้เห็นใครในชุดโซลเยอร์เพียงผ่านใจก็เต้นระทึกด้วยความคะนึงหา เธอรู้ไหม โลกของฉันก็ยังเป็นโลกใบเดิม แต่ชีวิตของฉันมันเปลี่ยนไปมากมาย ความอบอุ่นในใจลอยวนกับความสิ้นหวังไม่เคยหาย ฉันยิ้มทุกครั้งที่นึกถึงดวงตาส่องประกายมาโคและรอยยิ้มที่นุ่มนวลกว่าพระจันทร์ แต่ความเหงา ความหดหู่ก็ทำให้ฉันน้ำตาซึมทุกครั้งที่รับรู้ว่าทุกอย่างฉันได้แค่จินตนาการ

                ฉันคิดถึงเธอ แซค คิดถึงจนเป็นความทรมาน

                ความสุขเล็กน้อยของฉันคือการเดินไปที่ร้านเครื่องเขียน หยิบกระดาษเขียนจดหมายสีชมพูและซองขาวปลอดมาทีละน้อย กลิ่นกุหลาบในกระดาษและสีม่วงขรึมของหมึกเหมือนยาเสพย์ติดสำหรับฉัน เป็นความอิ่มเอมใจที่ไร้จุดหมาย แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันทำได้...การเล่าเรื่องราวมากมาย ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบผ่านทางตัวอักษรมันทำให้ฉันสบายใจ ฉันเกรงใจเธอทุกครั้งที่กดโทรศัพท์หาแล้วพบว่าเธออยู่ท่ามกลางเรื่องวุ่นวายมากมาย ฉันคิดถึงเธอแต่ฉันไม่ต้องการรบกวนชีวิตของเธอ...ฉันหวังแค่ว่าจดหมายจะเป็นเพื่อนเธอได้ สำคัญกว่านั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เส้นใยเบาบางระหว่างฉันกับเธอนั้นยังคงอยู่

                ฉันไม่เคยเหนื่อย แซค ไม่เคยเหนื่อยกับการรอคอย แต่ฉันกลัว...กลัวเหลือเกิน

                ฉันกลัวว่าสักวันหนึ่ง หากการรอคอยของฉันไร้ความหมาย สักวันหนึ่งหากฉันรับรู้ว่าความพยายามทั้งหมดของฉันมันสูญค่า...ฉันไม่มีทางทนอยู่ได้ เธอคือสิ่งเดียวที่ฉันเฝ้ารอและคาดหวัง เป็นความหมายเดียวของการตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน

                เพียงแค่คิด ฉันก็เจ็บปวดเหลือเกิน

                ฉันจำความรู้สึกนี้ได้เมื่อยังเด็ก...เด็กมากๆ เมื่อฉันรับรู้ว่าใครคนหนึ่งที่สำคัญมากๆจะไม่กลับมาอีกแล้ว คนที่เป็นทุกสิ่งของอย่างของผู้หญิงคนหนึ่ง ตอนนั้นฉันยังใสซื่อเสียจนน่าหัวเราะ ยังรู้สึกละอายใจคราครันเมื่อคำนึงถึงตอนที่เดินไป...ไปหาเอลมัลร่า แม่ของฉัน โอบกอดท่านด้วยอ้อมแขนน้อยๆ แสนอ่อนโลกของฉัน กระซิบบอกท่านว่าเขาจะไม่มีทางกลับมาอีกตลอดกาล

                ฉันจำน้ำตาท่านได้ มันไหลเหมือนสายฝนเดือนมิถุนา รุนแรงและเบาบางลง...แต่ไม่จบสิ้น เหมือนจะไหลอยู่อย่างนั้นไปอีกชั่วลมหายใจ

                ฉันโง่เง่าเหลือเกิน ฉันแค่คาดหวังว่าเมื่อท่านรู้ความจริง สำนึกถึงวันพรุ่งนี้ ท่านจะเลิกพันธนาการตัวเองไว้กับความเศร้าจากการอคอย และลุกออกจากเก้าอี้ข้างหน้าต่าง ลุกออกจากการรอคอยอันไร้ค่า ไปสู่ความสดใสสบายใจที่ฉันปรารถนาให้ท่านสัมผัส

                สิบกว่าปีผ่านไปฉันจึงรู้ มันไม่ง่าย...ไม่เลยสักนิด

                ความหวังเป็นสิ่งสุดท้ายที่เรายึดถืออยู่ หากสิ้นไร้เราจะมีอะไรให้คำนึงถึงในวันรุ่ง...

                วันนี้ท่านกล่าวคำเดียวกับที่ฉันบอกท่านไปเมื่อหลายปีก่อน...เธอคงไม่กลับมาแล้ว...บอกฉันขณะที่ฉันนั่งมองออกไปข้างนอกตรงเก้าอี้ตัวเดิมที่ท่านเคยนั่ง ด้วยสายตาแบบเดียวที่ท่านเคยมี ด้วยความเจ็บปวดเหมือนกับที่ท่านเคยเจอ ความเจ็บปวดแสนหอมหวานของคำว่ารอคอย

                ท่านกล่าวว่าเมื่อท่านสูญสิ้นสิ่งรอคอย ท่านมีสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวคือฉัน...แต่ฉันล่ะ ฉันค้นพบว่าฉันไม่มีใครเลย

                ความโดดเดี่ยวอ้างว้างเหมือนยืนอยู่กลางอวกาศ...เธอจะเข้าใจไหมนะแซค?

                ฉันรู้ว่าชะตากรรมของเธอเป็นเช่นไร และชะตากรรมของฉันเป็นเช่นไร...เราเหมือนกัน แซค เหมือนในความต่าง เธอคือคนที่พร้อมจะถูกเรียกออกไปอยู่กลางกองเพลิง และพร้อมทุกเมื่อที่จะ... ใช่ ฉันเองก็คือคนที่สามารถจากไปได้ทุกเวลา ไม่มีกำหนดไม่มีคำเตือน อาจรวดเร็วและไร้การตั้งตัว อย่าเพิ่งโวยวายและบอกว่าฉันมองโลกโหดร้ายเกินไปเลย ฉันรู้...ความจริงมันเป็นเช่นนี้ รู้เหมือนกับที่รู้ว่าคนรักของแม่จากไปได้อย่างไร รู้เหมือนกับที่รู้ว่าดาวดวงนี้กำลังคร่ำครวญและร่ำไห้ รู้ว่ามันเป็นความจริงที่ต้องเผชิญ รู้ว่าสักวันช้าเร็วก็ต้องเกิด...

                รู้เท่าๆกับที่รู้ว่า ความผูกพันและการลาจากสร้างความเจ็บปวดเสมอในความไม่แน่นอน

                และนี่คือเหตุผลที่ฉันทำลงไป แซค...

                คือเหตุผลที่ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้ จดหมายฉบับที่ 89...จารจดด้วยหมึกที่เริ่มแห้งขอดและติดขัด จารจนด้วยความรู้สึกว้าวุ่นมัวหมองจนแทบบ้าคลั่ง นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเหลือบมองกระจกแล้วเห็นว่าคนในนั้นไม่ใช่ฉัน...ฉันที่เคยเขียนทุกอย่างด้วยความสุขใจ ฉันที่เคยหลงใหลกลิ่นกระดาษและสัมผัสเรียบคมของมัน ฉันที่เคยคำนึงหาเธอด้วยรอยยิ้มชื่นบาน...ไม่ใช่เลย เงานั้นแสนเหนื่อยล้าและแววตาแห้งผาก ฉันสำเหนียกชัดว่าความต่างระหว่างจารด้วยความคิดและจารด้วยหัวใจมันเป็นอย่างนี้เอง

                นี่คือจดหมายฉบับสุดท้ายที่ฉันจะเขียนหาเธอ

                นี่คือสายใยสุดท้ายที่ฉันจะสะบั้นลงด้วยมือตัวเอง

                ถ้าเธอเห็นลายมือของฉัน...ฉันหวังว่าเธอจะเห็นนะ เธอคงรับรู้ได้ว่ามันเต็มไปด้วยความหวั่นไหวมากกว่าที่เธอเคยรู้จัก มันเป็นจดหมายฉบับที่สั้นที่สุดที่ฉันเคยเขียน แต่เป็นฉบับที่เหนื่อยล้าที่สุดที่ฉันเคยเขียนเช่นกัน

                การต้องบังคับมือให้ตวัดฝืนหัวใจตัวเอง...แซค มันเหนื่อยและทรมานยิ่งกว่าย้ายภูเขาทั้งลูกเสียอีก

                แค่คำแรก ความรู้สึกก็วาบขึ้นมาในใจ แค่ตัวอักษร 4 ตัว

                Zack

                นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เขียนชื่อนี้สินะ...

                เธอสบายดีหรือเปล่า เธออยู่ที่ไหนกัน

            ถ้อยคำเดิมๆที่ฉันตวัดนับสิบนับร้อยครั้ง ทำไมนะแซค...ทำไม ทำไมไม่เคยตอบฉันสักครั้งเลย หรือใจจริงเธอเฉยชากับการรอคอยอันแสนไร้ค่าของฉันไปแล้ว?

                ผ่านมา 4 ปีแล้วนะ

            วันเวลาเหมือนสายน้ำเลยนะ...ไหลเรื่อยไม่จบสิ้น สม่ำเสมอหากทรงพลัง กัดกร่อนความเข้มแข็งของหัวใจให้ละลายช้าๆเหมือนไหลผ่านร่องหิน สร้างรอยลึกไร้หนทางลบกลบไปตลอดกาล

                4 ปีกับความไม่แน่นอนอันหอมหวาน 4 ปีที่เธอเดินจากไปพร้อมคำสัญญาง่ายๆว่าจะกลับมา...คำสัญญาแรกที่เธอยังไม่ได้ทำให้ฉัน ป่านนี้เธอจะเป็นอย่างไร ตกระกำลำบากอยู่ที่ขอบฟ้าด้านไหน หรือวันวานของเธอจางหายไปหมดแล้วกับผู้คนใหม่ๆที่เดินเข้ามาในชีวิตเธอ? คำถามฉันมากมายเหลือเกิน แต่มือฉันสั่น ลำคอฉันตีบตัน...ฉันเขียนลงไปไม่ได้มากกว่านี้อีกแล้ว...

                นี่เป็นจดหมายฉบับที่ 89 ที่ฉันเขียนถึงเธอ

            ใช่...ความหวัง ความฝันทั้งหมดคล้ายล่องลอยหายไปในอากาศ ความคิดถึงมากมายฝากไปหากไม่เคยได้ตอบรับ แซค...

                ทำไม?..

                และมันคงเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายแล้ว...

            ความใจหายแล่นวาบ ชีพจรคล้ายหยุดนิ่ง...รู้สึกได้ถึงรอยอุ่นคลออยู่ตรงหางตา ฉันต้องรีบเช็ดมันออกก่อนที่มันจะหยดลงกับกระดาษ...เตือนตัวเองว่าต้องการส่งแค่ข่าวคราวและเจตนา อย่างสร้างรอยอารมณ์ไว้ให้อาวรณ์ เพราะนี่คือกุญแจเดียวที่จะไขโซ่ที่คล้องไว้และปล่อยให้เราทั้งคู่ได้เป็นอิสระ เธอต้องการมัน หรือบางที...อาจเป็นฉันเองที่ต้องการมากกว่า

                ฉันหวังว่าเธอจะได้รับจดหมายฉบับสุดท้ายนี้

            หยดน้ำร้อนวูบไหลเป็นทาง ฉันรีบเช็ดหยดที่ร่วงลงแตะกระดาษอย่างรวดเร็วเท่าที่มือสั่นไหวของฉันจะทำได้ แต่ปรากฏว่าน้ำตามันยังรินออกมาเป็นสาย

                เหนื่อยเหลือเกิน...กับการพยายามฝืนใจ...

                แซค

            เสียงหัวเราะของเธอดังในห้วงคำนึง รอยยิ้มและดวงตาเชื่อมั่นชัดเจนราวกับหันมาตามเสียงเรียก...โลกความเป็นจริงเริ่มพร่าเลือนจากกระแสน้ำตา ก้อนสะอื้นจุกอยู่ตรงคอจนแทบสำลัก หากฉันวางปากกาไม่ได้...เพราะไม่อย่างนั้นฉันจะไม่มีทางหยิบมันขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับนี้ได้อีกเลย

                ตลอดไป...

                ดอกไม้ขายดีมากเลยล่ะ

            แม้ขอบตาจะเอ่อล้น แต่ฉันกลับอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงดอกไม้...กับรถเข็นโกโรโกโสจากฝีมือช่างมือสมัครเล่น สภาพเกือบพังแต่มั่นคงด้วยความตั้งใจ ภาพเธอหน้าตามอมแมม ควงค้อนตีตะปูแทนดาบเล่มโตพลางอ่านคู่มือดังลั่นเหมือนท่องอาขยานยังเด่นชัดในความทรงจำ...ดอกไม้สดใสเหลือเกินแซค เธอเองก็เหมือนกัน

                มันช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคน

                นี่คือสิ่งที่เธอปรารถนาสินะแซค สิ่งปรารถนาเดียวที่ฉันทำให้ได้ แลกกับวันเวลาที่ดีที่สุดที่เธอเคยให้กับฉัน

                ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเธอมากเลยนะ...

                หัวใจอ่อนไหวพังทลายจนไม่เหลือชิ้น แต่ฉันยังพยายามเกาะกุมมันให้เข้มแข็ง...ก้อนสะอื้นถูกกลืนกลับเข้าไปในก้นบึ้งหัวใจ หากน้ำตายังเอ่อไหลไม่หยุด มาจากไหนนะ? หรือล้นมาจากหัวใจที่แตกร้าวเป็นเสี่ยงนี้ เธฮเป็นใครกันแซค แฟร์? เธอเป็นหนึ่งในร้อยที่ทำให้ฉันหยดน้ำตาลงกับจดหมายบ้าบอที่ไร้ความหวังไปถึงที่หมาย

                ย่อหน้าสุดท้าย...ทุกอย่างจะจบลง ง่ายดายแค่นี้เอง

                รักเธอนะ...แอริธ

                ใช่...ฉันเขียนในสิ่งที่ฉันต้องการบอกเธอที่สุด เขียนในสิ่งที่อยากตะโกนบอกเธอเป็นร้อยเป็นพันครั้ง คำเดียวที่แทนหัวใจฉันทั้งหัวใจ แค่คำเดียว แค่ประโยคเดียว...

                ความเผลอไผลร้ายกาจครั้งสุดท้ายที่ฉันมอบให้เธอ

                ทิฐิเฮือกสุดท้ายที่ขดเร้นในสติถูกเรียกมาใช้งาน...ฉันกัดฟันตวัดเส้นทับคำนั้นไว้อย่างเชื่องช้า น้ำตาเจ้ากรรมซัดราวกับคลื่น ไม่หยุดหย่อย ไม่เลิกรา หากรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ...ความทรงจำงดงามอยู่ในทุกการเคลื่อนไหว ทุกชีพจรเต้น ทุกลมหายใจ

                “...สวรรค์เหรอ?”

            เสียงสะอื้นเริ่มหลุดออกมาจากลำคอ...ฉันกล้ำกลืนมันไม่ไหวอีกแล้ว

                “ไม่ๆ ช่างเถอะได้ไง...เอางี้ เดทกันสักครั้งเป็นไง?”

            เส้นตวัดทันขีดฆ่าคำปวดร้าวเริ่มหนักชัด มือฉันเปียกชื้นไปหมดเพราะต้องปาดน้ำตาที่ไหลมาไม่ยอมหยุด

                “ฮ่าๆๆ...ดูอย่างกับท้องฟ้าเลยใช่ไหม?”

            คำๆนั้นเลือนหายไปใต้เงาหมึกทีละน้อย คำๆเดียวที่ฉันอยากให้เธอ คำๆเดียวที่ฉันเฝ้ารอเสมอมา คำๆเดียวที่บอกทุกอย่าง

            “แล้วฉันจะไปหานะ”

            ฉันขีดฆ่าลงไปตรงเดิมซ้ำๆเหมือนบ้าคลั่ง มันเสียใจ  มันเจ็บปวด ทุกอย่างเลยแซค...ความทุกข์ทุกอย่างมันอยู่ในเส้นเหล่านั้นหมดเลย ออกมาจากหัวใจฉัน ออกมาจากความรู้สึกฉัน ออกมาพร้อมน้ำตาของฉัน

                ฉันสัญญา!”

            คนโกหก...

                ทำไม แซค ทำไม?

                ทำไมถึงผิดสัญญา...

                รอยขีดฆ่าคล้ายแรเงาเป็นจุดมืดมนหนึ่งเดียว สิ่งที่เหลือเพียงหนึ่งคือชื่อฉันในบรรทัดนั้น เหมือนความจริงที่ว่าต่อนี้ไปไม่มี “เรา” มีเพียง “ฉัน” เท่านั้น ฉันผู้เดียวดาย ฉันที่ปวดร้าว ไร้ความหวัง...

                ความเข้มแข็งของฉันไม่เหลืออีกแล้ว...ฉันจำได้แต่เพียงฉันผลักกระดาษปากกาออกไปให้ห่างที่สุดเท่าที่จะห่างได้ ความเศร้าเสียใจทั้งหมดถาโถมออกมาเป็นน้ำตาและเสียงสะอื้นอย่างที่ฉันเองยังไม่คิดว่าจะเป็นขนาดนี้ ความรู้สึกในเงามืดมนสัมผัสได้ถึงใครบางคนเฝ้ามองอยู่หลังประตู...ไม่สำคัญแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไปแล้ว

                เมื่อหัวใจเราปลิดปลิวออกจากร่าง ทุกอย่างก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป...

            ...

                ดอกไม้บานสะพรั่ง วันวานผ่านพ้น และหัวใจของฉันจะสลายไปตลอดกาล...

                จดหมายที่วางไว้ในโบสถ์หายไปแล้ว ความหวังเร้นลึกในวิญญาณปรารถนาให้มันไปถึงมือเธอ...แม้ฉันจะพยายามทำลายมันไปมากแค่ไหนก็ยังคงมีส่วนน้อยซ่อนเร้นในความรู้สึกเสมอ

                รถเข็นคันเก่ายังจอดนิ่ง ประตูโบสถ์ยังเงียบงัน...ฉันเกือบไม่รู้สึกตัวเมื่อฉันเผลอมองมันด้วยความหวังเหมือนก่อนครั้ง ที่ที่รู้ว่าไม่มีวัน ทั้งที่ตั้งมั่นจะตัดใจ

                ฉันควรรู้...ไม่มีอะไรง่ายดังปรารถนา

                เพราะร่างกายพันธนาการได้ ชีวิตถูกบั่นหายได้ แต่หัวใจ...จะเป็นอิสระตลอดกาล...

                FIN

                ***

จากผู้เขียน :  555+ ฟิคกระต่ายของแท้แน่นอน เขียนแบบไม่คิดอะไรทั้งนั้น ไม่กลั่น ไม่กรอง ไม่บรู้ฟ! เรียกว่าฟิคอิมโพรไวส์ได้ไหมเนี่ย

 อ่าน Crisis Coreจบมานานแล้ว (อ่าน?...นั่นแหละ บทสรุปนั่นแหละ ไม่มีปัญญาถอย PSP อันเท่าเขียงมาประดับบารมี กร๊าก) เจ็แอสุดเฮี้ยนของเราตอนเด็กออกจะแบ๊ว กำลังคิดว่าอะไรหนอเปลี่ยนเด็กสาวแสนซื่อให้กลายเป็นหญิงสาวเข้าใจโลกที่มีทั้งความอบอุ่นและความอ้างว้างอยู่ในแววตาคนนี้? เลยกลายเป็นฟิค coming of age ไปโดยปริยาย 555+

 

Photo credit: http://www.gamespot.com/psp/rpg/crisiscorefinalfantasyvii/view_image.html?id=a4Bf7x137hqf7R7nlg

edit @ 13 Jun 2009 10:56:13 by marvolo

        

           เหมือนว่างเนอะ? งานกองพะเนิน มานั่งชิวเขียนรีวงรีวิวโน่นนี่นั่น

               งานห้องข่าวฯตัดยัง? ก็ยังวิจัยทำยัง? ก็ยัง...

                แล้วเอ็งนั่งชิวทำไมเนี่ย?

                ก็มันขี้เกียจ...

                (ไป ตาย - ซะ!)

 

                ความจริงคือข้าพเจ้าเป็นจำพวกอารมณ์ไม่มาปัญญาไม่เกิด เลยนั่งชิวมาเป็นสัปดาห์แล้ว 5555+ จะน้ำตาตกก็เพราะอย่างนี้แหละ ช่วงนี้เกิดอาการพวนคิดถึงเพลงเก่าๆขึ้นมา เลยตามเซิร์จเล่นๆ และปรากฏว่าชื่อแรกที่เข้ามาในหัวสมองคือชื่อของดัง พันกร...

                ถูกต้องค่ะ ข้าพเจ้าเป็นแฟนคลับเดนตายของดัง

                (จะเรียกพี่เขาก็อาวุโสกว่าเยอะอยู่ จะเรียกน้าก็ลามปาม จะเรียกเฮียก็ตะขิดตะขวนใจ จะเรียกเจ๊...ยัง มาดแกยังไม่เจ๊เท่าไหร่

                เรียกดังเฉยๆไปก่อนแล้วกัน^^”

วุ่นวายเนอะ แค่นี้เอง)

อาจจะไม่ใช่กลุ่มคนแรกๆที่ชื่นชอบดัง พันกร แต่ก็ชอบแกมาได้นานพอที่จะเรียกว่าเดนตาย...แม้ว่าจะมีบางช่วงที่แกแอบแรง(ไม่แอบล่ะ แรงโคตรๆ- -“) จนข้าพเจ้าสะอึกอือหือ และติดสตันไปอีกร่วมปี บวกกับบางช่วงที่ชีวิตมหาลัยยุ่งยากเหลือแสน เลยไม่ได้ติดตามงานบันเทิงใดๆแม้แต่ทีวีก็ไม่ได้ดูสักวัน...เหมือนกับว่าเส้นทางของดังและเส้นทางของฉันค่อยๆแยกห่างกันไปตามกาลเวลา...

แต่วันนี้ฉันก็ยังฟังเพลงของดังอยู่

อัลบั้มล่าสุดของพี่แก(ซึ่งออกตั้งกะธันวาปีที่แล้ว...เพิ่งได้ซื้อตอนมีนาปีนี้ คิดดู) ข้าพเจ้าก็ไปสอยมาละเลียดหูอีกครั้ง สามปีแล้วตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมา ฉันยังไม่เคยซื้อซีดีเพลงสักครั้ง (หนักไปทางหนังมากกว่า) พูดตรงๆว่าอัลบั้มนี้ยังไม่ได้ฟังดีๆเลยว่ามันไพเราะอะไรยังไงแค่ไหน ตั้งใจฟังอยู่เพลงเดียวคือเพลงโปรโมท ถ้าวันนั้น (ซึ่งเพราะดี ประทับใจ 555+) เหตผลหลักๆที่ซื้อไม่มีอะไรมาก เพราะมันคืออัลบั้มครบ 10 ปี บนเส้นทางสายดนตรีของดัง พันกร

ฉลองศรัทธาแฟนคลับเดนตายด้วยวีซีดีคาราโอเกะ ของแท้แน่นอน เป็นแผ่นแรกในรอบ 3 ปี...

ทันทีที่เริ่มแกะซองพลาสติก ความรู้สึกเก่าๆมันเริ่มกลับมา...ความรู้สึกตอนที่แกะซองคาแถมตัวหนังสือสีน้ำเงินของอาร์เอสโปรโมชั่น ตั้งแต่สมัยตลับซีดีหนากว่าเหรียญสิบไม่กี่มิลมันกลับมาให้เราสัมผัส ความตื่นเต้นแบบเดิมๆ ความดีใจแบบเดิมๆ หรือแม้กระทั่วงอาการที่เราต้องวิจิตรบรรจงแกะซีดีออกมาจากกล่องเพราะกล่องแข็งแรงมากจนอาจจะหักได้เพราะหายใจรดก็ยังเป็นเหมือนเดิม แต่อีกหลายสิ่งเปลี่ยนไป...ตัวฉันเปลี่ยนไป ตราบริษัทเปลี่ยนไป สถานที่ในการฟังก็เปลี่ยนไป แม้กระทั่งคนในปกเทปก็เปลี่ยนไป แต่ความสุขก็ยังเป็นความสุข

เรียบง่าย สวยงาม ไม่ต้องการอะไรมากมายเช่นเดิม...

ขณะที่ฉันเปิดโปรแกรมและนั่งรอคอมปุโรทั่งของฉันจัดการตัวมันเอง ฉันรำลึกถึงชายหนุ่มในวันวาน...คนที่ยิ้มหวาน ตาสวย แบบที่ยังไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกมาตลอดสิบปี พูดไปก็ขนลุก ฟังดูน้ำเน่าแต่เป็นเรื่องจริง ฉันยังไม่เคยเห็นใครมีแววตาที่น่าสนใจแบบคนๆนี้

คนที่ใครๆก็รู้ว่าแอคติ้งด้านการแสดงห่วยแตกยับเยิน (ถึงได้ไม่ได้เล่นหนังเล่นละครกะชาวบ้านเขาสักที) แต่สายตาพูดได้มากกว่าสีหน้า มากกว่าคำพูด

ดังในช่วงออกอัลบั้มแรกๆไม่เคยหลบกล้อง ไม่เคยหลบสายบตา

เขาเป็นคนติดแว่นดำ อันนี้เข้าใจว่ามีโรคประจำตัวอยู่คืออาการแพ้แสงแบบอ่อนๆ ทำให้จำเป็นต้องใช้จนเป็นความเคยชิน แต่ดังในวันก่อน...น้อยมากที่เขาจะมองกล้องผ่านเลนส์สีทึบๆพวกนั้น ภาพที่เห็นบ่อยคือการประสานสายตากับกล้อง อาจจะไม่ค่อยยิ้ม แต่ก็ไม่หลบตาไปไหน ราวกับท้าทายให้คนทั้งโลกเข้ามาพิสูจน์ตัวตนของเขา และหากมีรอยยิ้ม รอยยิ้มนั้นคือรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ

เป็นยิ้มซื่อๆ ยิ้มที่น่ารัก ยิ้มแบบหนุ่มน้อยที่เล่นกีต้าร์จบเพลงเป็นครั้งแรก หรือมีรักเป็นครั้งแรก

สัญลักษณ์ของความทะเยอทะยาน แววตาของความดื้อรั้น ความดื้อรั้นที่มีเป้าหมาย...บ่งบอกว่าเขามีพลังมหาศาล และเราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาจะทำอะไรบ้าง ฉันไม่แปลกใจเลยที่ทั้งสายตาและรอยยิ้มแบบนั้น สะกดคนให้หลงไหล หลงรักเขาได้มากมายมหาศาล

ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน

ฟรี! รูปภาพไม่จำกัดที่ slide.com Host

สารภาพตามตรงอีกเช่นเดิมว่าฉันไม่ได้ชอบดังตั้งแต่อัลบั้มแรก แต่มาติดใจเอาอัลบั้มที่สอง...ภาพ MVเพลงส่องไฟขึ้นฟ้าทำให้ฉันนั่งดูด้วยความสนอกสนใจ จนถึงวันนี้ MV เพลงนี้ก็ยังเป็น MV ในดวงใจอันดับหนึ่งเสมอ มา ทั้งเสียงร้องส่งอารมณ์อันเป็นเอกลักษณ์ เนื้อเพลงที่ทำให้ฉันรำพันกับตัวเองว่า โห...มันคิดได้ไงวะ และเมื่อขึ้นไตเติ้ลจบ โผล่มาเป็นชื่อของพันกร บุญยะจินดา...

ฉันถึงกับสะดุ้งลุกขึ้นยืน โอ้ว ไอ้นี่เหรอวะ นังร้องในตำนานที่ผู้คนเล่าขาน...(ว่าไปนั่น)

ฉันใช้เวลาแค่ 4 นาทีในการชอบนักร้องคนนี้ แต่ 10 ปีผ่านไป สิ่งเหล่านั้นก็ยังคงอยู่....

ฉันย้อนกลับไปติดตามอัลบั้มแรก แล้วก็นึกเจ็บใจตัวเองว่าไปทำอะไรอยู่ถึงได้ไม่รู้จักคนๆนี้...ติดตาม ติดตาม และติดตามเรื่อยมา ฉันเห็นความเปลี่ยนแปลง เห็นพัฒนาการมากมาย ทั้งที่ดีขึ้นและทั้งที่รู้สึกทะแม่งๆ...ดังก็เหมือนนักร้องคนอื่นๆ ที่ต้องหาตัวตนของตัวเองให้เจอ พยายามไม่ย่ำอยู่กับที่ แหวกทางหาอะไรใหม่ๆไปเรื่อยๆ และด้วยตัวตนของดังเองฉันไม่แปลกใจเลยที่เขาจะเลือกเดินไปแบบนั้น เขาเป็นคนชอบไฟท์อยู่แล้ว อะไรว่าเสี่ยงอะไรว่าบ้า หากมีช่องให้เขาทำนิดเดียวมีหรือเขาจะพลาด...

สองสามอัลบั้มหลัง (ที่ฉันติดสตันไปนี่แหละ) พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคุณอย่าคิดว่าคุณจะคาดเดาสิ่งที่คนๆนี้ทำได้

พวกดื้อเงียบนะนั่น หน้าสงบนิ่งจิตปฏิวัติ...

แต่หลังๆนี่แหละที่ฉันเห็น บางอย่าง ที่เปลี่ยนไป...ดังเหนื่อยหน่ายที่จะ อธิบาย ให้คนทั้งโลกฟังเสียแล้ว

อาจเพราะเขาอาวุโสขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น มีเจ็บปวดมีผิดหวังกับความฝันของตัวเองมากขึ้น แววตาของเขาอ่อนแสงลง รอยยิ้มใสซื่อของหนุ่มน้อยถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มแบบนักธุรกิจ เขาเลือกที่จะหลบหลังม่านแก้วสีเข้มนั้นมากขึ้น  สายตาที่เคยไฟท์กับกล้องอย่างตรงไปตรงมา ฉันเริ่มเห็นปฏิกิริยาเบนสายตาออกจากกล้องอย่างมีเจตนาชัด

เริ่มเห็นความเหม่อลอยในสายตา เริ่มมีคราบของน้ำแข็งแห่งอารมณ์...ดวงตาที่เคยเล่าอะไรหลายอย่างให้ฟัง ตอนนี้เริ่มเลือนลางอ่อนแสง

ลุคข้างนอกฉันพอทำใจได้ แต่แววตาของเขาเป็นสิ่งที่ฉันเสียใจที่สุด เสียดายที่สุด...อะไรหนอที่ฆ่าหนุ่มน้อยคนเดิมที่ฉันเคยรู้จักให้หลับไหลไปเสียแล้ว

ต้องมีอะไรที่มากกว่า เวลา”…ฉันมั่นใจ

***

ถ้าเปรียบเพลงของดังคือชั้นเชิงมวย ยุคแรก ( 3-4 อัลบั้มแรก) ดังจะออกแนวไฟท์แหลก บวกเป็นบวก ชนเป็นชน จังหวะมวยไม่มีอะไรพิเศษแค่พื้นฐานธรรมดา แต่ชกมันส์ เพราะยังสด ยังแรงอยู่...เพลงเขาจะฟังง่าย เป็นป็อปร็อกดาดๆ(ถ้าเทียบกับสมัยนี้)ไม่มีลูกเล่นอะไรมาก ป็อปร็อปเพียวๆ ร้องซื่อๆ เทคนิกการร้องก็เฉยๆ แต่พลังเสียงดีมาก และยังเป็นมาตรฐานอยู่จนทุกวันนี้

แล้ว ทุกวันนี้ ที่ว่าล่ะ

มวยเจ้าสังเวียนไงล่ะ...ดังไม่ใช่นักมวยอัจฉริยะที่ต่อยน็อคมันทุกไฟท์ ก็มีรอบที่ชนะแต้มมั่ง แพ้มั่ง โดนน็อกมามั่งเหมือนกัน ดังนั้งหลังๆมา เราจะเห็นเขากลายเป็นมวยจังหวะแทน...ชกแล้ววนหนี โชว์สายตา รุกแบบไม่ซ้ำสไตล์ ลีลาน่าสนใจแต่ไม่เอาตัวเข้าแลก การ์ดแน่นปึก

มันก็ดูสนุกในแบบนั้นน่ะแหละ แต่แฟนคลับรุ่นเก่าๆอาจจะบ่นงึมงำ โว้ย ชกไม่มันส์เลยโว้ย...

เพลงของดังก็เหมือนกัน หลังๆเขาเน้น สไตล์ มากกว่า พลัง...มันโตขึ้นจริง ดีขึ้นจริง มีคุณภาพขึ้นจริง แต่มันไม่ ถึง ในความรู้สึกแบบแต่ก่อน

ไม่ผิดหรอก แค่แอบเสียดายเบาๆ...

แล้วอัลบั้มล่าสุดนี่ล่ะ ?

ดี...ดีแบบ...อย่างน้อยเขาก็ลดการ์ดลงมาแล้วล่ะ^^”

เหมือนจะสูงสุดสู่สามัญ สุดท้ายเขาก็วนกลับมาที่ป็อปร็อกหนักๆเหมือนเดิม 5555+ แต่ยังไม่ทิ้งลูกไม้ ลีลาที่สั่งสมมาตลอดทาง ทำให้ยังแอบมีลายประสานแปลกๆ จังหวะ ทำนองแบบลูกครึ่งตระกูลบลูมั่ง ดิสโก้มั่ง โน่นมั่งนี่มั่งตามประสา เริ่มกลับมาเล่นพลังเสียง เล่นกับความเป็นร็อคจริงๆ แม้จะไม่เข้มข้น แต่ก็ดีกว่าทุกครั้ง

ผสมไปผสมมา ชุดนี้เพราะแฮะ เพราะทุกเพลงเลยให้ตายสิ^^”

***

เนื้อหาล่ะเป็นไง?

ดังไม่เคยเป็นนักร้องที่ใช้เพลงในการวิพากษ์สังคม (มีก็แบบเจือจางจืดจางเต็มที่) สิ่งที่เขาเป็นคือศิลปินที่ถ่ายทอดความรู้สึก ไม่ใช่แนวความคิด เขาเป็นอย่างนั้นมาตลอด 10 ปี...เป็นตัวของตัวเอง ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ใช่เขา

แล้วเพลงของเขาเป็นยังไง?

พูดถึงความรักธรรมดา ผิดหวังธรรมดา ความหวังแบบธรรมดา ความฝันแบบธรรมดา...ยิ่งอัลบั้มล่าสุดนี่ฉันแอบจับเนื้อหาไปเทียบกับอัลบั้มแรก พบว่าไม่ได้เล่าเรื่องต่างกันมากนัก

วนกลับมาที่เดิมเหรอ? ก็อาจใช่ ไม่พัฒนาเหรอ? ก็อาจใช่

แต่ฉันกลับเชื่อว่าเพราะความรัก จริงๆมันมีอยู่เพียงแค่นั้น องค์ประกอบอาจต่างกันมากมายแต่เนื้อแท้มีอยู่เพียงเท่านั้น

และเขาก็แค่ถ่ายทอดในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจ แค่นั้นเอง

ฉันฟังเพลงอัลบั้มล่าสุดนี้เหมือนนั่งฟังเพื่อนคุยในวงเหล้า...ฟังทะแม่งใช่ไหม? แต่ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะประสบการณ์ของฉันนั้นได้พบเจอความ อ่อนไหว ความเป็น ศิลปิน อยู่ในวงเหล้ามากมาย เมื่อสุราเข้าปาก อีโก้เริ่มหาย กำแพงอารมณ์ทลาย ทุกคนก็พร้อมที่จะพูดสิ่งที่ตัวเองรู้สึกออกมา

บางทีก็เป็นคำเรียบง่าย บางทีก็เป็นคำแรงจนสะอึก บางทีก็เป็นบทกวีสวยงาม

เพลงของดังให้ความรู้สึกแบบนั้น

การกลับมาฟังเพลงของดัง พันกร อย่างตั้งอกตั้งใจในครั้งนี้ก็เหมือนการชวนเพื่อนเก่าที่ไม่เจอกันมานานมาตั้งวง ในอดีตที่เราเคยร่ำสุรากับเขาเขาอาจจะเป็นคนโผงผาง ชงอะไรมากินได้หมด หงษ์ทอง เบลน128 อีสานเบียร์ไม่มีเกี่ยง เทใส่แก้วพลาสติกถูก กินกันง่ายๆ พร่ำถึงความรักที่กลายเป็นความทรงจำสวยงาม หรือที่ไม่เคยได้รักตอบ ความรักที่ไม่ต้องการการตอบแทน ความรักที่กลายเป็นอดีตที่ไม่จำเป็นต้องลืม ปัญหาชีวิตเชี่ยๆเน่าๆบางเรื่องที่คนอื่่นอาจเอามาพูดคุยอย่างซีเรียส แต่เขากลับโยกไปโยงมากลายเป็นเรื่องง่ายๆขำขันไปเสียอย่างนั้น นิยามความรักกับอย่างพินิจพิเคราะห์ ได้คำที่บ้างก็ทื่อๆทึ่มๆ บ้างก็เป็นกวีล้ำลึก จบลงด้วยการเมาแอ๋แต่ได้อะไรกลับไปคิดมากมาย เรายังคิดถึงบรรยากาศแบบนั้นอยู่ แต่กับเวลาที่ผ่านไป การเปลี่ยนแปลงที่เข้ามา...ถึงเราจะชวนคนๆเดิมมา ก๊งเหล้า ด้วยกันอีกครั้ง แต่สิบปี ไม่ว่าอะไรก็ต้องเปลี่ยน

...เขาไม่ใช่หนุ่มเซอร์คนเดิมอีกแล้ว...

...เหล้าที่เขาหิ้วมา ไม่ใช่หงษ์ทอง หรือเบลน128 หรืออะไรที่เคยกินกันง่ายๆแบบในอดีต...

...แถมไม่ได้ชงโซดาน้ำอย่างเดียวเมาถึงเช้าเหมือนเมื่อก่อนอีกต่างหาก...

...แก้วไฮโซขึ้นตามวัยที่ผ่านไป...

แต่ทันทีที่นั่งลง เปิดขวด รินสุราผ่านน้ำแข็ง คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็คือคนเดิม คนที่พูดถึงความรักเหมือนเดิม ยิ้มกับเรื่องราวในอดีตเรื่องเดิมๆ วิพากษ์ทัศนคติเกี่ยวกับความรักในหัวข้อเดิม แม้ความคิดเปลี่ยนไป แต่ปัญหาก็ยังเป็นปัญหาเดิม

หลายอย่างผันเปลี่ยน หากหัวใจยังคงเดิม

...และฉันก็ได้คำตอบ ว่าหนุ่มน้อยคนนั้นที่ฉันภูมิใจ เขาไม่ได้หายไปไหนเลย

ไม่เลยแม้แต่วินาทีเดียว...

 

ปล. ยิ่งเพลงสุดท้ายนี่เหมือนเมาแอ๋กันไปเรียบร้อยแล้วล่ะ หลังจากก๊งกันมาทั้งอัลบั้ม แต่ฉันชอบนะ ฟังดู เมาๆ ดี^^

โดดๆ ปายก็โจบบบ โจบชีวิตตายไปซะก็ดี โจบๆ ปายซ้าที ถูกหักหลังครั้งนี้มีแต่อยากตายยยยยยย

เฮ้ย ชนแก้ เฮ้~~~

^^

 

นี่คือลิ้งค์ที่ให้ลองฟัง Time walker ทั้งอัลบั้มค่ะ

http://xn--l3cmaa5clbb7i4ef9b4dwb.zheza.com/station.php?m=detail&id=Dunk

ของคุณลิ้งค์จาก : www.covershare.com

                             www.siamdara.com

                       reechnut.bloggang.com

                      http://www.slide.com

                       www.zheza.com

 

edit @ 6 Mar 2009 04:14:37 by marvolo

edit @ 6 Mar 2009 04:23:02 by marvolo

edit @ 6 Mar 2009 04:25:17 by marvolo

edit @ 6 Mar 2009 04:52:00 by marvolo (มาลบเพลงออกค่ะ รำคาญ^^")

edit @ 7 Jun 2009 13:31:57 by marvolo